เบี้ยประกันมาจากอะไร? ใครรู้บ้าง ? แปลกนะ บางครั้งเราจะได้ยินใครบางคนพูดขึ้นมาว่า เบี้ยประกันชีวิต ช่ืางแพงสิ้นดี บริษัทประกันเอาเปรียบ เก็บเบี้ยประกันแพง จ่ายไปแล้วเราไม่เห็นจะตายสักที หรือป่วยก็ยังไม่เคย พอเราได้ยินเรื่องทำนองนี้ ทำให้เรานึกถึงราคาน้ำดื่ม ซึ่งคิดดูแล้ว ราคาแพงกว่าน้ำมันรถเสียอีก แปลกที่ว่าทำไมไม่มีใครคิดว่าแพงสักเท่าไร แต่อย่างไรก็ถ้าเรารู้ว่าน้ำ ดื่มขวดพลาสติก ขนาด 700 ซี.ซี. ราคา 15 บาท ซึ่งขายกันใน Fast Food , Food Court ตามแต่จะเรียก ของห้างสรรพสินค้านั้น มีที่มาที่ไปอย่างไร เราก็คงจะไม่คิดว่ามันแพงหรอกนะ ยกตัวอย่าง สมมติว่า น้ำหนึ่งขวด ต้นทุนการผลิตน้ำ มีราคาเพียง 50 สตางค์ ถ้าเรารู้เช่นนี้ เราอาจจะช๊อกแล้วคิดว่าเขาขายเราได้อย่างไร ขวดละตั้ง 15 บาท แต่ความเป็นจริงนั้น ต้นทุนการผลิตน้ำ ขวดละ 50 สตางค์ มาจากต้นทุนการผลิตน้ำจำนวน 500,000 ขวดต่างหาก ไม่ใช่น้ำขวดเดียว เพราะเครื่องจักรในการผลิตและต้นทุนการผลิตอื่น ๆ รวมกันอาจเป็น ล้านบาท หากลงทุน สัก 3-5 ล้านบาท ผลิตน้ำขายให้เราเพียงขวดเดียวราคา 1 บาท ผู้ผลิตคงเสียสติไปแน่ ๆ นี่ยังไม่รวมค่าดำเนินการต่าง ๆ เพื่อที่จะนำน้ำราคา 50 สตางค์ มาส่งถึงปากเราหรอกนะ
ประกันชีวิตก็เช่นเดียวกัน ราคาเบี้ยประกันนั้น ประกอบไปด้วย อัตรามรณะ (คุ้มครอง) + อัตราดอกเบี้ย (เพื่อหากำไรมาคืนเรา) + อัตราค่าใช้จ่าย (ค่าโสหุ้ย) แล้วรวมกันมาเป็นเบี้ยประกันแต่ละแบบ แล้วแต่ว่าส่วนของการออม กับความคุ้มครอง ส่วนใดจะมากกว่ากัน ในส่วนความคุ้มครองนั้น จะพอ ๆ กัน แต่ส่วนการออมนั้น แล้วแต่ว่า แบบประกันแบบใด จะมีลักษณะการคืนเงินมาก น้อยต่างกัน ดังนั้น หากอัตราเบี้ยประกันเป็นประเภทออมทรัพย์ เบี้ยประกันย่อมจะสูงกว่า แบบประกันประเภทการคุ้มครอง เพราะบริษัท ต้องนำเงินของเราไปหาประโยชน์มาคืนเรามากขึ้นนั่นเอง หากต้องการเบี้ยถูก เราก็ซื้อแบบคุ้มครองมาก ๆ เบี้ยก็จะถูกกว่า อย่างนี้ ถือว่ายุติธรรมแล้วใช่ไหม ?





